สังคมไทย ในปัจจุบันเป็นสังคมฐานความรู้ ที่การเรียนรู้ ความรู้และนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมสร้างฐานความรู้ที่เข้มแข็งให้กับประเทศ เพื่อความสามารถในการปรับตัว รู้เท่าทันไม่ให้ตกอยู่ในฐานะผู้เสียเปรียบโดยส่งเสริมและสร้างสภาพการณ์ให้คนไทยทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
               สังคมแห่งการเรียนรู้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา ตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการเรียนรู้ที่ทุกคนและทุกส่วนในสังคมมีความใฝ่รู้และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและมีความต่อเนื่องเป็นปกติวิสัยในชีวิตประจำวันของคนทุกคน ไปจนตลอดสิ้นอายุขัย เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ในทุกเวลา ทุกสถานที่ ของคนทุกคนในทุกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
                ในสภาพการณ์ปัจจุบันของสังคมไทยยังมีอุปสรรคสำคัญหลายประการที่จะส่งผลให้สิทธิและความเสมอภาคในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของประชาชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัยหลัก ๆ กล่าวคือ

               ประการแรก : ความแตกต่างกันในโอกาสที่จะเข้าถึงความรู้และแหล่งการเรียนรู้
เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังมีระดับการศึกษาต่ำอยู่ในครอบครัวชุมชนที่ด้อยการศึกษา ขาดทักษะความสามารถพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ ข่าวสารข้อมูล จึงไม่สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมาย หลากหลายในปัจจุบัน

               ประการที่สอง : ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน  ระบบบริการ ทั้งลักษณะเฉพาะและบริการสาธารณะ รวมทั้งแหล่งการเรียนรู้หรือแหล่งวิทยาการต่างๆ ที่มีอยู่มักกระจุกตัวในสังคมเมือง ทำให้มีระบบบริการพื้นฐานครบทุกด้าน มีแหล่งความรู้อย่างหลากหลาย และมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้ มีเทคโนโลยีทันสมัย ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีความได้เปรียบกว่าประชาชนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง
               ประการที่สาม : ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจของประชาชน ทำให้บุคคลมีอำนาจใน
การบริโภคข่าวสารข้อมูลต่างกัน การลงทุนเพื่อการศึกษา การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จากแหล่งวิทยาการและแหล่งการเรียนรู้ประเภทต่างๆ ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่ามีโอกาสมากกว่าที่จะจัดสรรทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ และองค์ความรู้อย่างหลากหลายให้กับตนเองได้เท่าที่ต้องการ ในทางกลับกันประชาชนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถจัดสรรองค์ประกอบต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ให้กับตนเองและชุมชนได้ แม้ว่าจะมีองค์ความรู้มากมายที่จำเป็นต้องเรียนรู้และองค์ความรู้เหล่านั้นจะมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพเพียงใดก็ตาม

         การเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้   
จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการ  เพื่อประกันโอกาสให้คนไทยทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยการพัฒนาองค์ประกอบที่สำคัญของสังคมแห่งการเรียนรู้สี่องค์ประกอบด้วยกันคือ
               องค์ประกอบที่หนึ่ง :
การพัฒนาทักษะความสามารถในการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ เพื่อให้ประชาชนโดยรวมเป็น “บุคคลแห่งการเรียนรู้”  มีความตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการเรียนรู้ มีความใฝ่รู้ สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีทักษะ กระบวนการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา สามารถใช้ความรู้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตลอดจนมีโอกาสและสามารถเลือกที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดช่วงอายุแต่ละวัย ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ยืดหยุ่นและมีคุณภาพตามความต้องการ ความสนใจ และความถนัด
               องค์ประกอบที่สอง :  พัฒนาแหล่งการเรียนรู้  เพื่อให้มีแหล่งเรียนรู้อย่างเพียงพอ หลากหลาย ทั่วถึง ครอบคลุมประชากรทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มเป้าหมาย พัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศแหล่งการเรียนรู้ทุกประเภท ทุกระดับที่เป็นปัจจุบันและเป็นระบบเปิด รวมทั้งการจัดระบบเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนมีการพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีอยู่ในสังคมให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการให้บริการการเรียนรู้ มีความพร้อมด้านปัจจัย อำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้
   
     
               องค์ประกอบที่สาม :  พัฒนาเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้เป็น “องค์ความรู้” โดยมีระบบการจัดหาและรวบรวมความรู้จากแหล่งต่างๆ ทั้งภายใน ภายนอก เพื่อเป็นการแสวงหาองค์ความรู้ที่หลากหลายและมีประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและค้นคว้าองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันเหตุการณ์ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการสร้างสรรองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและบริบทของสังคมไทย โดยพัฒนาความรู้จากฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมบูรณาการกับฐานความรู้ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคล กลุ่ม หรือชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการการพัฒนาของแต่ละชุมชน
                
 
              องค์ประกอบที่สี่ :  การจัดการความรู้โดยเริ่มต้นจากการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย พัฒนากลไกกระบวนการถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเสมอภาค รวมทั้งการพัฒนาระบบบริหารจัดการการใช้สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังต้องส่งเสริมการสร้างบรรยากาศ เพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว องค์กร สถาบัน และชุมชน ให้ประชาชนมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งต่อการจัดการความรู้คือ ต้องมีการพัฒนาบุคคล องค์กร ให้เป็นผู้จัดการความรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน รวมทั้งการพัฒนาทักษะความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแหล่งเรียนรู้ประเภทต่างๆ ให้สามารถเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและกระตุ้นให้ประชาชนมีการบูรณาการเพื่อใช้ความรู้เป็นฐานในการแก้ปัญหาและพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพของชุมชน        

               การเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ต้องดำเนินการโดยยึดหลักการที่เชื่อว่า การศึกษาและการเรียนรู้เป็นกลไกลสำคัญต่อการแก้ปัญหาและการพัฒนา  มีการบูรณาการ  การเรียนรู้ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพเข้าด้วยกันอย่างผสมกลมกลืน ยึดชุมชนเป็นฐานของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ โดยใช้ศักยภาพและทรัพยากรในชุมชนเป็นหลัก ให้ประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดและตัดสินใจในกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับตนเองและชุมชนท้องถิ่น การสนับสนุนให้สังคมทุกส่วนและทุกระดับได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพและการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ จะทำให้เกิดพลังชุมชนที่เข้มแข็ง อันจะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีความยั่งยืนตลอดไป
               สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน หรือ “กศน.” เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาภาคประชาชนมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และมีทรัพยากรที่จำเป็นมากพอที่จะเป็นต้นทุนในการมีส่วนร่วมกับพันธกิจที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ กล่าวคือ

               
                กศน. มีประสบการณ์การจัดการศึกษากับกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัยที่หลากหลายแตกต่างกันทั้งด้านฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาในชุมชน มีการพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้และหลักสูตรท้องถิ่นจำนวนมากและมีรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ “คนคิดเป็น” มานานกว่า 20 ป
 
   
               กศน. มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบกระจายอยู่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงหมู่บ้าน ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ห้องสมุดประชาชนจังหวัด ห้องสมุดประชาชนอำเภอ ศูนย์เรียนรู้อาชีพท้องถิ่น และศูนย์การเรียน ชุมชนเกือบ 7,000 แห่ง ครอบคลุมทุกตำบล
               กศน. มีครูการศึกษานอกโรงเรียนรับผิดชอบส่งเสริมการเรียนรู้แก่ประชาชนทุกตำบล
               บุคลากร กศน. ทุกระดับมีความคุ้นเคยในการประสานงานและการทำงานระบบเครือข่ายกับทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กศน. เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานร่วมกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และเป็นรูปธรรมมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง
               กศน. มีเครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการถ่ายทอดความรู้ ทั้งสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
   
 
                 การที่ กศน. มีทรัพยากรที่ถือเป็นจุดแข็งอยู่หลายด้าน มีความเหมาะสม มีความพร้อมที่จะใช้เป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ จึงมีการพัฒนาบทบาทภารกิจให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตคือ
               1.  เป้าหมายของการจัดการศึกษานอกโรงเรียนสู่อนาคตจะเป็นเจตนารมย์เพื่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับปวงชน
               2.  กศน. จะปรับลดบทบาทจากการเป็นผู้จัดการศึกษาด้วยตนเองมาเป็นผู้ส่งเสริม  สนับสนุนผู้บริหารจัดการความรู้ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรนักการศึกษานอกโรงเรียนมืออาชีพเป็นสำคัญ
               3.  สนับสนุนการจัดกิจกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถในการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้และการสื่อสารต่างภาษาสำหรับประชาชนนอกระบบโรงเรียน
 
                 4.  เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้หรือแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่เดิม ให้มีศักยภาพสามารถตอบสนองความต้องการการเรียนรู้ของประชาชนได้อย่างเหมาะสม และรณรงค์ส่งเสริมให้มีแหล่งการเรียนรู้อย่างเพียงพอ
               5.  มีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในระดับต่าง ๆ ได้แก่ครอบครัวแห่งการเรียนรู้ กลุ่มแห่งการเรียนรู้ องค์การแห่งการเรียนรู้ ชุมชนแห่งการเรียนรู้และเมืองแห่งการเรียนรู้
               6.  พัฒนาสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนให้เป็น “หน่วยจัดการความรู้ภาคประชาชน” และส่งเสริมให้มีระบบการจัดการความรู้โดยชุมชนเพื่อชุมชน
               การพัฒนาบทบาทภารกิจของ  กศน. ทั้ง  6  ประการข้างต้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการประกันโอกาสให้คนไทยมีสิทธิและความเสมอภาคในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ในที่สุด